ศึกระหว่างพญาอินทรีVSพญามังกร

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วยหากเราอ่านข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หรือฟังจากข่าวที่เสนออยู่เป็นประจำวันทุกวันแล้วนั้น เราอาจจะคิดว่าสหรัฐฯหลุดจากความเป็นมหาอำนาจพ้นจากการเป็นพี่เบิ้มไปเสียแล้ว ซึ่งประเด็นนี้ก็น่าที่จะทำการวิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยสักเพียงใดแต่อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาหาข้อสรุป เราก็ควรอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของสหรัฐฯว่ามีอะไรบ้างจากการจัดกำลังพลทางด้านการทหารประจำปีของประเทศต่างๆ 140 ประเทศ (Global Firepower) ที่เปิดเผยออกมาเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2021 ระบุเอาไว้ว่า ในภาพรวมแล้วนั้น ความแข็งแกร่งของสหรัฐฯจัดอยู่ในอันดับที่ 1 ตามมาด้วยรัสเซียในอันดับที่ 2 จีนอันดับ 3 อินเดียอันดับ 4 ญี่ปุ่นอันดับ 5 เกาหลีใต้อันดับ 6 ฝรั่งเศสอันดับ 7 อังกฤษอันดับ 8 บราซิลอันดับ 9 และปากีสถานอยู่ในอันดับที่ 10 ส่วนประเทศไทยของเราก็ไม่น้อยหน้าเท่าไหร่เพราะอยู่ในอันดับที่ 26 ส่วนประเทศภูฏานอยู่ในอันดับรั้งท้ายที่ 140องค์ประกอบสำคัญๆกว่า 50 อย่างในการวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้แยกแยะออกมาค่อนข้างละเอียดอ่อนสลับซับซ้อนอาทิ กำลังพล จำนวนประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ โลจิสติกส์ งบประมาณทหาร ภูมิศาสตร์ เป็นต้น สำหรับจำนวนประชากรนั้น ปรากฏว่าสหรัฐฯอยู่ในอันดับที่ 3 โดยสหรัฐฯมีประชากรทั้งหมดร่วม 333 ล้านคน มีจำนวนทหารประจำการ 1,400,000 คน ปริมาณสำรองน้ำมันของสหรัฐฯอยู่อันดับที่ 11 โลจิสติกส์ด้านหนทางคมนาคมทั้งทางถนน ทางรถไฟ สนามบิน สหรัฐฯติดอยู่ในอันดับที่ 1 งบประมาณด้านการทหารก็มีมากอยู่ที่ 740 ล้านเหรียญและอยู่ในอันดับ 1 แถมหนี้สินที่เกิดขึ้นภายนอกก็ยังอยู่ในอับดับหนึ่งอีกด้วยเช่นกัน!!! สำหรับประเทศจีนนั้น มีจำนวนประชากรถึง 1,400 ล้านคนมากเป็นอันดับ 1 และจีนมีจำนวนทหารประจำการ 2,185,000 คน ส่วนปริมาณด้านการสำรองน้ำมันอยู่อับดับที่ 13 สนามบินอันดับ 12 รถไฟอันดับที่ 3 ท่าเรืออยู่อันดับที่ 4 โลจิสติกส์ทางถนนอยู่อับดับที่ 2 งบประมาณทางทหารก็อยู่ในอันดับ 2 และเรื่องหนี้สินที่เกิดขึ้นภายนอกประเทศนั้น จีนอยู่ในอันดับที่ 13สำหรับรัสเซียนั้นมีจำนวนประชากร 141 ล้านคน อยู่ในอันดับที่ 9 และทหารประจำการ 1,014,000 คน ท่าเรือขนส่งอันดับที่ 13 โลจิสติกส์ทางรถไฟอยู่ในอันดับที่ 2 สนามบินอันดับที่ 5 ส่วนด้านงบประมาณทหารนั้นรัสเซียอยู่ในอันดับที่ 20และเมื่อมองจากภาพโดยรวมแล้วจะเห็นได้ว่าสหรัฐฯคือประเทศมหาอำนาจมาเป็นอันดับหนึ่ง สำหรับจีนนั้นนับว่ายังเป็นประเทศมหาอำนาจที่เกิดใหม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการทหาร และด้านเทคโนโลยีส่วนเรื่องการขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในขณะนี้ทั้งทางด้านสงครามการค้าและสงครามการเมืองสามารถวิเคราะห์ออกมาได้ดังนี้ด้านสงครามการค้าของสหรัฐอเมริกานั้นโดนัลด์ ทรัมป์ได้เริ่มสนับสนุนการเก็บภาษีศุลกากรเพื่อขจัดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯและส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศตั้งแต่ปี 1980 ดังนั้นในช่วงของการลงเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น เขาได้ใช้นโยบายนี้หาเสียง โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า นโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์เป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจะเป็นอันตรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนมากกว่าผลดีด้วยซ้ำไป เนื่องจากวงการธุรกิจด้านอุตสาหกรรมและด้านการเกษตรของสหรัฐฯต่างต่อต้านและไม่เห็นด้วยที่จะก่อสงครามเศรษฐกิจ!!!แต่ทันทีที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาก็เริ่มหมกมุ่นคิดบวกลบคูณหารว่า สหรัฐฯเสียเปรียบเทียบดุลการค้าต่อจีน ซึ่งแน่นอนว่าการที่เขาคิดและออกมาป่าวประกาศวิพากษ์วิจารณ์ได้กลายเป็นสงครามเย็นแบบกะทันหัน ที่เขาได้ออกมากำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีนประมาณ 360,000 ล้านดอลลาร์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างมองว่า กลยุทธ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ล้มเหลว แต่ในทางกลับกันเมื่อครั้งที่ อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น เขาได้รณรงค์ต่อต้านสงครามการค้ากับจีน แต่เมื่อเขารับตำแหน่งแล้ว กลับปรากฏว่าสงครามการค้าที่สหรัฐฯทำกับจีนช่างแสนสลับซับซ้อนยากที่จะอธิบายอย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้ารับตำแหน่งมากว่าแปดเดือน เขาต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเกี่ยวกับนโยบายการค้าของจีน โดยกลุ่มภาคธุรกิจได้ล็อบบี้ให้เขาเร่งทบทวน โดยเล็งเห็นว่าการเก็บภาษีศุลกากรเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรม สมควรอย่างยิ่งที่จะเริ่มกระบวนการยกเว้นการเก็บภาษีสินค้านำเข้าบางประเภทจากประเทศจีน โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนไม่ต้องการความตึงเครียดทางการค้ากับประเทศจีนและคาดว่าการแก้สงครามการค้ากับจีนนั้น “แคเธอรีน ไท”ผู้แทนการค้าสหรัฐฯวางแผนที่จะเปิดเผยว่าจะเสนอแนวทางแก้ไขในเร็ววันนี้ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกายังคงคาราคาซังแก้ไม่ตก ก็เกิดเรื่องปวดสมองเพิ่มขึ้นมาอีกนั่นก็คือ ปัญหาการเมืองระหว่างสหรัฐฯกับจีนเกี่ยวกับไต้หวันที่ได้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาตามลำดับ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวโดยจีนออกมาอ้างว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน”การยกหูโทรศัพท์สนทนากันครั้งแรกระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2021 โดยใช้เวลาพูดคุยกันถึงสองชั่วโมง โดยประธานาธิบดีไบเดนยืนยันว่า “การรักษาอินโดแปซิฟิกต้องเสรีและเปิดกว้าง”ส่วนประเด็นในเรื่องหมู่เกาะ Pratas ที่ไต้หวันมีนาวิกโยธิน 500 นายประจำอยู่ที่นั่น คงจะเป็นไปไม่ได้หากจีนจะส่งกำลังทหารเรือเข้าไปควบคุม อาจจะเป็นแตกหัว อนึ่งการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2021 ระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดนกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ใช้เวลานานกว่า 90 นาทีนั้น ประธานาธิบดีไบเดนได้แสดงออกถึงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเข้าไปแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ของจีน ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ได้ตอบต่อประธานาธิบดีไบเดนว่า “นโยบายของสหรัฐฯที่มีต่อจีนนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีที่เคยมีแต่ก่อนเก่า กลับเกิดความตึงเครียด”กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการแย่งความเป็นใหญ่ในภาคพื้นเอเชียระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน กำลังเข้าสู่จุดตกต่ำที่สุดที่ทั้งสองไม่สามารถเจรจาครั้งสำคัญกันทางโทรศัพท์ได้ทั้งสองครั้งสองครา โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการจะแสดงแสนยานุภาพว่า จีนเป็นสิงห์แห่งเอเชียที่สหรัฐฯจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงได้เหมือนดั่งแต่ก่อน และหากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต้องการจะลองดีกับจีนแล้วละก็ คงจะสร้างความเสียหายต่อมวลมนุษยชาติมากมายมหาศาล เพราะต่างฝ่ายต่างจะต้องใช้อาวุธเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประหัตประหาร และหากเกิดเหตุเลวร้ายขึ้นจริงๆ โอกาสที่ทั้งสองประเทศจะหันกลับมาปรองดองสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันใหม่ ก็คงแสนจะยากลำบากมากละครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

为您推荐