เดินหน้าเปิดประเทศ1พ.ย.ไม่กักตัวบททดสอบความพร้อมของเมืองไทย

จากโมเดล ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนมาถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ประเทศไทย โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการประกาศออกมาจะเปิดประเทศ 100% โดยไม่ต้องกักตัว มีเงื่อนไขเพียง ต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือครบโดส และมีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ที่รับรองผลด้วยประเทศต้นทางไม่เกิน 72 ชั่วโมง และมีการตรวจหาเชื้ออีกครั้ง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทยเมื่อผลเป็นลบ (negative) จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวโดยไม่ต้องกักตัว 14วัน หรือ 7 วัน เหมือนที่ผ่านมา เดินหน้าตามที่วางเป้าหมายทั้งนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดประเทศ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ในช่วงนี้คงต้องติดตามสถานการณ์ภายใน 2 สัปดาห์ หากไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง สามารถเปิดได้แน่นอน แต่หากเกิดคลัสเตอร์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 กันทุกจังหวัด หรือเกิดการติดเชื้อวันละ 3-4 หมื่นคน กรณีเช่นนี้ ก็ต้องหยุด แต่ในช่วงที่ผ่านมาการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดลดลลงอย่างต่อเนื่องจึงน่าจะเดินหน้าตามที่วางเป้าหมายไว้ได้อย่างแน่นอนสำหรับการเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นั้น มีจังหวัดนำร่องท่องเที่ยวอยู่ 15จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดระนอง(เกาะพยาม) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (อ.หัวหิน) จังหวัดเพชรบุรี (อ.ชะอำ) และกรุงเทพมหานคร ส่วนภาคตะวันออกจังหวัดชลบุรี (เมืองพัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ) ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.ดอยเต่า) ภาคอีสาน จังหวัดเลย(อ.เชียงคาน) ส่วนจะมีเพิ่มเติมจังหวัดไหนอีกนั้นต้องรอประกาศเพิ่มเติมจาก ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ศบค.อีกครั้ง รวมทั้งทางศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้พิจารณาผ่อนคลายหลายมาตรการเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการปรับลดเวลาการห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว จากเดิม 22.00 น. ถึง 04.00 น. มาเป็น 23.00 น. ถึง 03.00 น. ปรับมาตรการสอดรับกับธุรกิจด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทางศบค. ได้มีมาตรการผ่อนปรนการจัดกิจกรรมไมซ์ ด้วยการเห็นชอบข้อเสนอการปรับมาตรการฯ สำหรับกิจการศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ รวมถึงสถานที่ลักษณะเดียวกันในห้างสรรพสินค้าและโรงแรม โดยให้ปฏิบัติตามมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร หรือ COVID Free Setting ดังนี้ 1.การจัดประชุม สัมมนา เปิดดำเนินการได้จนถึงเวลา 22.00 น. 2.จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เกิน 500 คน (พิจารณาปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์) 3.ให้ผู้เข้าร่วมสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา 4.จัดให้มีช่วงเวลาพักเพื่อการระบายอากาศของห้องประชุม 5.จัดเตรียมอาหารแบบแยกเป็นชุด 6.เว้นระยะห่างไม่ให้แออัด 7.ดำเนินการตามแนวปฏิบัติที่กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับทีเส็บกำหนดอย่างเคร่งครัดซึ่งการเสนอมาตรการผ่อนปรนตามช่วงระยะดังกล่าว เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการจัดงานไมซ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โดยในช่วงตุลาคม-ธันวาคม 2564 จะมีงานไมซ์จัดกว่า 1,000 กลุ่ม เช่น งานแสดงสินค้ามีจำนวน 54 งาน จัดในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรีจำนวน 32 งาน ในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศจำนวน 22 งาน สำหรับการจัดงานไมซ์ดังกล่าวนี้จะช่วยให้ผู้จัดงาน โรงแรม สถานที่จัดงาน การขนส่ง ร้านอาหาร ธุรกิจผู้ประกอบการต่างๆ ทั้งในส่วนกลางกรุงเทพฯ และระดับท้องถิ่นชุมชน เกิดการจ้างงานสร้างรายได้กระจายในภูมิภาคทั่วประเทศดึงดูดชาวต่างชาติด้วยเงื่อนไขพิเศษพร้อมกันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist VISA (STV) ต่อไปอีก 1 ปี จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2564 นี้ ไปสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2565 ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ โดยมีสาระสำคัญเป็นการอนุมัติประกาศกระทรวงมหาดไทย 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ Special Tourist Visa (STV) และ เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ เข้ามาท่องเที่ยวโดยเรือสำราญและกีฬา(เรือยอร์ช)สำหรับการขยายระยะเวลาโครงการนี้จะสนับสนุนให้คนต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงและประสงค์เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อพำนักในประเทศไทยระยะยาว (Long Stay) ตั้งแต่ 90-270 วัน เข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จะทำให้มีการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาสู่ประเทศไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เกิดการสร้างงาน อาชีพ รายได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า ผลการดำเนินงานในระยะ 1 ปีที่ผ่านมามีกลุ่มนักท่องเที่ยวมีศักยภาพและกลุ่ม Long Stay เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านแนวทาง STV จำนวน 5,609 ราย สร้างรายได้ให้แก่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,243 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา ได้แก่ นักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปนและโครเอเชีย เป็นต้นรวมทั้งทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับเอกชน มีแผนดึงตัวนางสาวลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า แบล็กพิงก์ และ แอนเดรีย โบเซลลี นักร้องโอเปราชื่อดังของโลกชาวอิตาลี มาร่วมกิจกรรมเคาท์ดาวน์ ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2565 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยตั้งใจจัดให้เป็นอีเวนท์ระดับโลก ตามนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาโดยเร็ว โดยหวังจะช่วยสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยต่อไป

เกี่ยวกับผู้เขียน: hogsnow

为您推荐